สำหรับการฝึกคลายเครียดนั้น เมื่อเริ่มฝึกควรฝึกบ่อยๆ วันละ 2-3 ครั้ง และควรฝึกทุกวัน ต่อเมื่อฝึกจนชำนาญแล้วจึงลดลงเหลือเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ หรืออาจฝึกเฉพาะเมื่อรู้สึกเครียดเท่านั้นก็ได้ แต่อยากแนะนำให้ฝึกทุกวัน โดยเฉพาะก่อนนอนจะช่วยให้จิตใจสงบ และนอนหลับสบายขึ้น
วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554
"การฝึกผ่อนคลายความเครียด"
สำหรับการฝึกคลายเครียดนั้น เมื่อเริ่มฝึกควรฝึกบ่อยๆ วันละ 2-3 ครั้ง และควรฝึกทุกวัน ต่อเมื่อฝึกจนชำนาญแล้วจึงลดลงเหลือเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ หรืออาจฝึกเฉพาะเมื่อรู้สึกเครียดเท่านั้นก็ได้ แต่อยากแนะนำให้ฝึกทุกวัน โดยเฉพาะก่อนนอนจะช่วยให้จิตใจสงบ และนอนหลับสบายขึ้น
ความฉลาดทางอารมณ์กับความรักและครอบครัว
แน่นอนว่า ในการเรียนรู้เรื่องความรักและการอยู่ร่วมกัน "หัวใจ" เท่านั้นที่มีความสำคัญในเรื่องนี้
ความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาจึงไม่ช่วยอะไรมากนักกับการประคองนาวารักของคนสองคน
๑. สนใจ และเข้าใจในความกังวลของคนในครอบครัว
๒. รับรู้และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนในครอบครับได้ดี
๓. รู้และเข้าใจศักยภาพ ส่งเสริมความรู้ความสามารถของสมาชิกในครอบครัวให้ถูกทาง
๔. ความจริงใจต่อกัน เป็นรากฐานของความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง
เทคนิคการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์สำหรับตนเอง
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554
ดูแล-รักษาผู้ป่วยด้วย “ธรรมะบำบัด”
สำหรับ "ธรรมะบำบัด" ในพระพุทธศาสนา นั้นมีหลักอยู่ 3 ประการคือ ทำความดี ละความชั่ว ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งและสงบ
ที่มา: Hospital Healthcare ปีที่ 4, ฉบับที่ 30, มีนาคม 2553
โรคผิวหนังกับความเครียด
หลายปีที่ผ่านมานี้ ภาวะรอบด้านทำให้คนไทยเครียดกันมาก ความเครียดส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น ทำให้ลืมง่าย ไม่มีสมาธิในการทำงาน หงุดหงิด โมโหง่าย ติดยาเสพติด ปวดท้อง ปวดหัว ปวดหลัง นอนไม่หลับ ความเครียดยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร หืด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และโรคจิตโรคประสาท นอกจากนั้นความเครียดหรือโรคทางใจยังมีผลต่อผิวหนังอีกด้วย
โรคผิวหนังและโรคทางใจเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร
สามารถแบ่งลักษณะความเกี่ยวข้องกันได้เป็น 3 กลุ่ม
1.กลุ่มที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว แต่โรคทางใจทำให้โรคผิวหนังกำเริบ
เช่น สิว ผมร่วงเป็นหย่อม โรคผิวหนังภูมิแพ้ เริม เหงื่อออกมาก คัน สะเก็ดเงิน โรคผิวเปลือกไม้ (lichen simplex chronicus) ลมพิษ และหูด
2.กลุ่มโรคผิวหนังเป็นตัวทำให้จิตป่วย
พบว่าโรคผิวหนังที่ลักษณะภายนอกไม่น่าดู หรือน่ารังเกียจ เช่น สิวที่รุนแรง สะเก็ดเงิน ด่างขาว และเริม ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอาย เสียความมั่นใจในตนเอง และเกิดความเครียด
3.กลุ่มโรคทางใจที่มีอาการทางผิวหนัง
พบว่าความผิดปกติทางผิวหนังบางอย่างเป็นอาการของโรคทางใจโดยตรง เช่น โรคชอบดึงผมเล่นจนร่วง โรคหลงผิดว่ามีพยาธิหรือแมลงไต่ตามผิวหนัง และโรคไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง
ความเครียดส่งผลเสียต่อผิวอย่างไร
เมื่อเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด คือ คอร์ติซอล (cortisol) ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เกิดอาการผิวมัน สิว และโรคผิวหนังอื่น ๆ
ความเครียดยังทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง จึงทำให้ผิวหนังติดเชื้อง่าย เกิดโรคเริมกำเริบ งูสวัด แผลหายช้า และมะเร็งผิวหนังสูงขึ้น
บางคนเวลาเครียดจะกัดเล็บ ความเครียดยังทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งตัว เกิดเป็นรอยย่นลึกที่ใบหน้า เช่น ที่หน้าผาก และหัวคิ้ว
ที่มา: http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1082
โรคผิวหนังและโรคทางใจเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร
สามารถแบ่งลักษณะความเกี่ยวข้องกันได้เป็น 3 กลุ่ม
1.กลุ่มที่เป็นโรคผิวหนังอยู่แล้ว แต่โรคทางใจทำให้โรคผิวหนังกำเริบ
เช่น สิว ผมร่วงเป็นหย่อม โรคผิวหนังภูมิแพ้ เริม เหงื่อออกมาก คัน สะเก็ดเงิน โรคผิวเปลือกไม้ (lichen simplex chronicus) ลมพิษ และหูด
2.กลุ่มโรคผิวหนังเป็นตัวทำให้จิตป่วย
พบว่าโรคผิวหนังที่ลักษณะภายนอกไม่น่าดู หรือน่ารังเกียจ เช่น สิวที่รุนแรง สะเก็ดเงิน ด่างขาว และเริม ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอาย เสียความมั่นใจในตนเอง และเกิดความเครียด
3.กลุ่มโรคทางใจที่มีอาการทางผิวหนัง
พบว่าความผิดปกติทางผิวหนังบางอย่างเป็นอาการของโรคทางใจโดยตรง เช่น โรคชอบดึงผมเล่นจนร่วง โรคหลงผิดว่ามีพยาธิหรือแมลงไต่ตามผิวหนัง และโรคไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง
ความเครียดส่งผลเสียต่อผิวอย่างไร
เมื่อเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด คือ คอร์ติซอล (cortisol) ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เกิดอาการผิวมัน สิว และโรคผิวหนังอื่น ๆ
ความเครียดยังทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง จึงทำให้ผิวหนังติดเชื้อง่าย เกิดโรคเริมกำเริบ งูสวัด แผลหายช้า และมะเร็งผิวหนังสูงขึ้น
บางคนเวลาเครียดจะกัดเล็บ ความเครียดยังทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งตัว เกิดเป็นรอยย่นลึกที่ใบหน้า เช่น ที่หน้าผาก และหัวคิ้ว
ที่มา: http://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1082
การดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
คนที่มีความสุขก็คือ คนที่มีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เป็นคนที่สามารถปรับตัวได้อย่างดีในการดำรง ชีวิตประจำวัน
ความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ เป็นการมองชีวิต มองตัวเอง และมองผู้อื่น ดังนั้นความสุขจึงเกิดขึ้นได้กับคนทุกชั้นไม่ว่า ผู้ดี มั่งมี หรือยากจน แนวความคิดทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข อาจกล่าวสรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้ คือ
1. พยายามรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
เป็นที่ทราบกันแล้วว่า สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด คนที่มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ย่อมมีจิตใจร่าเริง สนุกสนาน ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่แข็งแรง ย่อมเจ็บป่วยเสมอ ทำให้มีอารมณ์หงุดหงิด รำคาญใจ
2. รู้จักตนเองอย่างแท้จริง
ควรสำรวจตัวเองว่า เป็นคนอย่างไร มีความสามารถทางใด แค่ไหน มีความสนใจและต้องการสิ่งใด มีอะไรเป็นข้อดีและข้อเสีย พยายามทางแก้ไขข้อบกพร้องและส่งเสริมส่วนที่ดี จะทำให้เราตั้งเป้าหมายของชีวิตได้เหมาะสมกับความเป็นจริง ตลอดจนมีโอกาสพบกับความสำเร็จและความสมหวังได้มาก
3. จงเป็นผู้มีความหวัง
เราควรตั้งความหวังไว้เสมอ แม้เวลาที่ตกต่ำก็อย่าทอดอาลัย จงคิดหวังเสมอว่าเราจะไม่อยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไป สักวันหนึ่งเราอาจจะดีขึ้นได้
4. ต้องกล้าเผชิญกับความกลัวและความกังวลใจต่าง ๆ
ในชีวิตของเรานี้มีสิ่งต่าง ๆ มากมาย ที่ทำให้กลัวเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ดังนั้น เมื่อรู้สึกกลัวอะไรต้องพยายามค้นหาความจริงว่าสิ่งนั้นคืออะไร อย่าปล่อยจิตใจให้หวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล
5. ไม่ควรเก็บกดอารมณ์ที่ตึงเครียด
ควรหาทางระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัวหรือไม่สบายใจ โดยหาทางออกในสิ่งที่สังคมยอมรับและเป็นไปในทางที่พึงปรารถนา
6. จงเป็นผู้มีอารมณ์ขัน
การมีอารมณ์ขันช่วยให้มีอารมณ์ผ่อนคลาย ไม่ควรมองการไกลในแง่เอาเป็นเอาตายมากเกินไป
7. การยอมรับข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดของตนเอง
การรู้จักตนเองและเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง จะช่วยให้เรายอมรับข้อบกพร่อง หรือความผิดพลาดของตนเอง และให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่นได้
8. ต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนทำอยู่
การรู้จักพอใจในงานหรือสิ่งที่ตนทำอยู่ จะทำให้บุคคลนั้นเกิดอารมณ์สนุก ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ทำให้ชีวิตน่าสนใจ มีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส ทำให้ชีวิตมีความสุขและสดชื่นอยู่เสมอ
9. มีความต้องการพอเหมาะพอควรและมีความยืดหยุ่นได้
ต้องมีเหตุผล รู้จักความพอดีเกี่ยวกับความต้องการ ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน ควรมีความคิดใฝ่ฝันที่ใกล้เคียงกับความสามารถและความเป็นจริง จะช่วยให้เราวางแผนต่าง ๆ ไว้เป็นระยะ ๆ เพื่อประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้
10. อย่าพะวงเกี่ยวกับตนเองมากเกินไปหรืออย่าคิดถึงแต่ตัวเองตลอดเวลา
เช่น คิดว่าตัวเองจะต้องเด่น ต้องดี ต้องสำคัญกว่าผู้อื่น การคิดแต่เรื่องของตัวเองจะทำให้เราไม่มีความสุขเลย เพราะไม่ว่าเราจะคิดอะไร ทำอะไรหรือไปที่ไหน จะต้องตกอยู่ในภาวะของการแข่งขันตลอดเวลา
11. การยอมรับสภาพของตัวเองโดยไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น
เพราะการเปรียบเทียบจะทำให้เราเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมเราจึงไม่โชคดีอย่างคนอื่น แต่เราอาจไม่ทราบว่า คนอื่นเขาก็มีความทุกข์เหมือนกัน
ที่มา: http://blog.eduzones.com/jybjub/39454
ที่มา: http://blog.eduzones.com/jybjub/39454
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554
หัวเราะวันละนิด จิตแจ่มใส
ว่ากันว่าเสียงหัวเราะนั้น คือ การสื่อสารขั้นพื้นฐานแบบแรกของมนุษย์ ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ต่างรู้จักหัวเราะโดยไม่ต้องมีใครสอน แต่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม การหัวเราะนั้นมีหลายแบบ หัวเราะแบบจริงใจ หัวเราะแบบไม่รู้ตัว หัวเราะแบบกลั้น
ไม่อยู่ หรือจะแสร้งหัวเราะ
มีคนบอกไว้ว่า หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส แต่ถ้าหากเป็นการหัวเราะที่ไม่ได้เกิดจากอาการขำขันจริงๆ จังๆ แต่เป็นการตอบสนองทางสังคมล่ะ จิตใจจะแจ่มใสหรือไม่ คุณหมอ Robert Provine นักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยประจำรัฐแมรี่แลนด์ วิทยาเขตบัลติมอร์ ผู้ศึกษาเรื่องการหัวเราะมานานหลายสิบปีชี้ว่า มีเพียง 10-15% ของการหัวเราะเท่านั้นที่เป็นผลมาจากการได้ยินหรือเห็นเรื่องตลก ส่วนที่เหลือนั้นคือการตอบสนองทางสังคม ดังจะเห็นได้จากคนเราจะไม่ค่อยหัวเราะมากนัก เมื่ออยู่คนเดียว พูดง่ายๆ ก็คือ การหัวเราะจะมีรสชาติต้องมีคนอื่นร่วมหัวเราะด้วยนั่นเอง
ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งของผู้เขียนหนังสือชื่อ "การสืบสวนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการหัวเราะ" นี้ก็คือ ทุกชาติทุกภาษามักจะออกเสียงหัวเราะว่า 5-5-5 ทั้งนั้น ไม่ว่าจะฝรั่ง จีน แขก ไทย เรียกว่าเป็นรูปแบบสากล ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากการที่สมองมนุษย์สั่งงานโดยอัตโนมัติ คุณหมอ Provine อธิบายต่อว่า คนหูหนวกหัวเราะได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ยิน คนคุยโทรศัพท์หัวเราะได้ทั้งๆ ที่ไม่เห็นอีกฝ่ายหนึ่ง จึงอาจสรุปได้ว่า การหัวเราะไม่จำเป็นต้องใช้ประสาทสัมผัสชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการโต้ตอบทางสังคม
นักวิจัยเชื่อว่า เมื่อมนุษย์เราหัวเราะคงจะได้ผลอย่างเดียวกัน และผลการวิจัยครั้งนี้อาจช่วยให้แพทย์สามารถนำสารเคมีดังกล่าว ไปใช้พัฒนายารักษาโรคซึมเศร้าได้ต่อไปในอนาคต แต่ถึงแม้แพทย์จะคิดค้นยาที่ว่านี้ไม่ได้ ลำพังแค่เสียงหัวเราะก็ว่ากันว่าเป็นยาวิเศษที่สุดแล้ว ที่สำคัญก็คือหากมีสักครั้งที่เรารู้สึกดีจนหัวเราะออกมาดังดังอย่างจริงใจ อย่างที่ออกมาจากข้างใน นั่นก็คงจะเพียงพอแล้ว.
ที่มา: http://www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?t=23935&sid=b74b9ce75053296ec3d2ad6f1aa4d823
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


